
1. การเพิ่มขนาดลำตัว ที่มีความสูงถึงไหล่มากกว่า 4 เมตร อย่างไรก็ตามก็มีการพัฒนาแตกสายวิวัฒนาการที่มีขนาดลำตัวเล็กลงด้วย
2. การเพิ่มความยาวของกระดูกขา รวมทั้งพัฒนาในส่วนของกระดูกเท้าที่สั้นลงแต่กว้างขึ้น
3. การเติบโตของขนาดของกะโหลกศีรษะโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะที่มีการพัฒนาของ diploe ที่เป็น air cells ที่อยู่ทางด้านหน้านั้นเพื่อเพิ่ทความแข็งแกร่งแต่ไม่มีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักแต่อย่างใด
4. การสั้นลงของส่วนลำคอ เป็นผลจากการที่กระดูกกะโหลกศีรษะ งาและงวงมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากทำให้ส่วนของลำคอมีความยาวลดลง
5. การเพิ่มความยาวของกระดูกขากรรไกรล่างในช่วงวิวัฒนาการเริ่มแรก และต่อมามีการพัฒนาการสั้นลงของขากรรไกรล่างโดยเฉพาะในส่วนของ mandibular symphysis ร่วมกับการเลื่อนของจุดศูนย์ถ่วงของศีรษะให้เลื่อนมาอยู่ทางด้านท้าย
6. การลดลงของจำนวนฟัน เมื่อเทียบกับ Eutherian อื่นๆ โดยมีการลดลงของจำนวนฟันกราม ฟันเขี้ยวและฟันตัด
7. การพัฒนาของส่วนงวงซึ่งพิจารณาจากหลักฐานของตำแหน่งช่องจมูกที่สูงขึ้น ลักษณะของกระดูก premaxilla และการเชื่อมต่อกันของกระดูก frontal และ premaxilla นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการยื่นออกมาของริมฝีปากบนและช่องจมูกเกิดร่วมการเพิ่ม ความยาวในช่วงแรกและต่อมามีการลดลงของขากรรไกรล่าง
8. การเพิ่มขนาดของฟันตัดซี่ที่สองเป็นงา มีทั้งเป็นแบบตรง โค้งลงข้างล่างหรือโค้งขึ้นด้านบนรวมทั้งเป็นเกลียว ซึ่งทำหน้าที่เก็บอาหาร ป้องกันตัวและต่อสู้
9. การขยายขนาดของฟันกราม (premolar และ molar) โดยพบว่ามีจำนวนของ conule, conelets และ lamella รวมทั้งมีการทดแทนของฟันในแบบแนวราบ (forward/horizontal)
บรรพบุรุษของสัตว์กีบเดี่ยวและกีบคู่ ได้แก่ Condylarthra ปรากฏขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีก่อนโดยมีวิวัฒนาการอยู่ในทวีปแอฟริกา ถัดมาอีกประมาณ 11 ล้านปี (ประมาณ 54 ล้านปีก่อน) กลุ่ม Subungulata ได้วิวัฒนาการมาจากตระกูลของสัตว์กีบแยกออกมาเป็นสามกลุ่ม คือ Tubulidentata, Hyracoidea และ Proboscidae บรรพบุรุษเริ่มแรกของกลุ่มช้าง คือ Moeritherium เป็นสัตว์กินพืชที่มีรูปร่างและขนาดคล้ายสมเสร็จหรือฮิปโปแคระ จากซากฟอสซิลพบเพียงแต่งาไม่มีหลักฐานว่ามีงวง ปรากฏเมื่อสามสิบสี่ล้านปีก่อนนั้นก็มีวิวัฒนาการอยู่ในทวีปแอฟริกา (ประเทศอียิปต์) ด้วยเช่นกัน จากนั้นมีการวิวัฒนาการและแพร่กระจายทั่วทุกทวีป (ยกเว้นทวีปออสเตรเลียและแอนตาร์กติกา) ในช่วง15 ล้านปีต่อมา สัตว์ต้นตระกูลโดยตรงของช้างในปัจจุบันนั้นยังไม่ทราบแน่นอนและยังเป็นที่ ถกเถียงกันอยู่ แต่จากหลักฐานทางซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ที่มีความเกี่ยวข้องกับช้างที่แตกสาย วิวัฒนาการออกไป เช่น Moerithenes, Barythenes, Paleomastodon, Gomphothere (Mastodon, Stegodon, Mammoth) ได้ถูกศึกษา โดยเฉพาะส่วนของฟัน (teeth or lophodont) พบว่าต้นตระกูลของช้างที่มีลักษณะคล้ายกับช้างในปัจจุบัน (Family Elephantidae) คือ Primelephas ที่มีงาทั้งริมฝีปากบนและล่าง มีชีวิตอยู่เมื่อ 7-5 ล้านปีที่ผ่านมา จากนั้นได้แตกสายวิวัฒนาการออกเป็นสองสาย คือ ช้างแอฟริกา และช้างแมมมอทที่รวมถึงช้างเอเชีย (รูปที่ 1) ช้างแมมมอทเคยอาศัยอยู่ในช่วง 8,000 ถึงสองล้านปีก่อนโดยพบซากดึกดำบรรพ์ในทุกทวีปยกเว้นในทวีปออสเตรเลียและ อเมริกาใต้ จากสายวิวัฒนาการนี้ชี้ชัดว่าช้างเอเชียมีความใกล้ชิดกับช้างแมมมอทมากกว่า ช้างแอฟริกา กลุ่มช้างที่พบเฉพาะในทวีปเอเชีย ประกอบด้วย Anthracobune, Hemimastodon, Paratetralophodon, Serbelodon และ Sinomastodon ส่วนในกลุ่ม Stegolophodon และAmebelodon, Protanancus Stegodon นั้นพบร่วมกันทั้งในทวีปยุโรปและทวีปเเอฟริกาตามลำดับ ในรูปที่ 2 แสดงการแพร่กระจายของช้างในโลกตั้งแต่เริ่มต้นวิวัฒนาการจนถึงปัจจุบัน
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น